Table of contents

This document has no bookmarks

Official published document

แนวทางและแบบการตรวจสอบสัญญาวิจัยภายนอก-มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช

บันทึกข้อความ

ส่วนงาน สำนักงานอธิการบดี (ฝ่ายนิติการ โทร. ๐ ๒๒๔๔ ๓๙๓๑ หรือ โทร. ๓๙๓๑)

ที่ สนธ. ๐๔/๑๙๐๔ วันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๖๗

เรื่อง แนวทางและแบบการตรวจสอบสัญญาวิจัยภายนอก มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช

เรียน อธิการบดี รองอธิการบดี ผู้ช่วยอธิการบดี คณบดี ผู้อำนวยการวิทยาลัย และหัวหน้าสำนักงาน

พร้อมหนังสือฉบับนี้ สำนักงานอธิการบดีขอเวียนแนวทางและแบบการตรวจสอบสัญญาวิจัยภายนอก มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช มาเพื่อโปรดทราบ

(นางอรพิน สุขสองห้อง)
หัวหน้าสำนักงานอธิการบดี
มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช

* หมายเหตุ แจ้งเวียนเอกสารเฉพาะใน E-Doc เท่านั้น

แบบการตรวจสอบสัญญาวิจัยภายนอก มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช

คำชี้แจง : 1. โปรดตรวจสอบข้อมูล โดยเติมคำในช่องว่าง หรือทำเครื่องหมาย ✓ หน้าข้อความ

2. เป็นการตรวจสอบและรับรองรายละเอียดของสัญญาวิจัยภายนอก ขอให้ผู้รับรองศึกษาแนวทางการตรวจสอบสัญญาวิจัยภายนอก (CTA) อย่างละเอียด

๑. วันที่ทำสัญญา
○ วันเดียวกันกับวันที่ลงนามในสัญญา
○ ไม่ใช่วันเดียวกันกับวันที่ลงนามในสัญญา
๒. สถานที่ทำสัญญา
○ มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช
○ สถานที่อื่น* ........................................................................................
* หากจำเป็นต้องทำสัญญาที่อื่น ให้ทำได้เฉพาะพื้นที่ในกรุงเทพมหานคร
๓. คู่สัญญา
๓.๑ ผู้รับทุน
○ รายละเอียดของผู้รับทุนเป็นไปตามข้อ ๒.๒.๒ (ก) ของแนวทางการตรวจสอบสัญญาวิจัยภายนอก (CTA)
○ รายละเอียดของผู้รับทุนไม่เป็นไปตามข้อ ๒.๒.๒ (ข) ของแนวทางการตรวจสอบสัญญาวิจัยภายนอก (CTA)
๓.๒ ผู้ให้ทุน
○ รายละเอียดของผู้ให้ทุนเป็นไปตามข้อ ๒.๒.๒ (ข) ของแนวทางการตรวจสอบสัญญาวิจัยภายนอก (CTA)
○ รายละเอียดของผู้ให้ทุนไม่เป็นไปตามข้อ ๒.๒.๒ (ข) ของแนวทางการตรวจสอบสัญญาวิจัยภายนอก (CTA)
๔. วัตถุประสงค์ในการทำสัญญา
○ เป็นไปตามข้อ ๒.๒.๓ ของแนวทางการตรวจสอบสัญญาวิจัยภายนอก (CTA)
○ ไม่เป็นไปตามข้อ ๒.๒.๓ ของแนวทางการตรวจสอบสัญญาวิจัยภายนอก (CTA)
๕. คำนิยาม
○ เป็นไปตามข้อ ๒.๒.๔ ของแนวทางการตรวจสอบสัญญาวิจัยภายนอก (CTA)
○ ไม่เป็นไปตามข้อ ๒.๒.๔ ของแนวทางการตรวจสอบสัญญาวิจัยภายนอก (CTA)
๖. หน้าที่ของคู่สัญญา
○ เป็นไปตามข้อ ๒.๒.๕ ของแนวทางการตรวจสอบสัญญาวิจัยภายนอก (CTA)
○ ไม่เป็นไปตามข้อ ๒.๒.๕ ของแนวทางการตรวจสอบสัญญาวิจัยภายนอก (CTA)
๗. วัสดุ อุปกรณ์ สิ่งของ หรือสัมภาระที่ใช้ในงานวิจัย
○ เป็นไปตามข้อ ๒.๒.๖ ของแนวทางการตรวจสอบสัญญาวิจัยภายนอก (CTA)
○ ไม่เป็นไปตามข้อ ๒.๒.๖ ของแนวทางการตรวจสอบสัญญาวิจัยภายนอก (CTA)
๘. การเก็บรักษาความลับและการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
○ เป็นไปตามข้อ ๒.๒.๗ ของแนวทางการตรวจสอบสัญญาวิจัยภายนอก (CTA)
○ ไม่เป็นไปตามข้อ ๒.๒.๗ ของแนวทางการตรวจสอบสัญญาวิจัยภายนอก (CTA)
๙. สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา
○ เป็นไปตามข้อ ๒.๒.๘ ของแนวทางการตรวจสอบสัญญาวิจัยภายนอก (CTA)
○ ไม่เป็นไปตามข้อ ๒.๒.๘ ของแนวทางการตรวจสอบสัญญาวิจัยภายนอก (CTA)
๑๐. สิ่งตีพิมพ์ การแถลงข่าว การประกาศสู่สาธารณะ
○ เป็นไปตามข้อ ๒.๒.๙ ของแนวทางการตรวจสอบสัญญาวิจัยภายนอก (CTA)
○ ไม่เป็นไปตามข้อ ๒.๒.๙ ของแนวทางการตรวจสอบสัญญาวิจัยภายนอก (CTA)
๑๑. การเลิกสัญญาวิจัย
○ เป็นไปตามข้อ ๒.๒.๑๐ ของแนวทางการตรวจสอบสัญญาวิจัยภายนอก (CTA)
○ ไม่เป็นไปตามข้อ ๒.๒.๑๐ ของแนวทางการตรวจสอบสัญญาวิจัยภายนอก (CTA)
๑๒. ความรับผิด
○ เป็นไปตามข้อ ๒.๒.๑๑ ของแนวทางการตรวจสอบสัญญาวิจัยภายนอก (CTA)
○ ไม่เป็นไปตามข้อ ๒.๒.๑๑ ของแนวทางการตรวจสอบสัญญาวิจัยภายนอก (CTA)
๑๓. กฎหมาย/ศาล/อนุญาโตตุลาการ การบังคับใช้
○ เป็นไปตามข้อ ๒.๒.๑๒ ของแนวทางการตรวจสอบสัญญาวิจัยภายนอก (CTA)
○ ไม่เป็นไปตามข้อ ๒.๒.๑๒ ของแนวทางการตรวจสอบสัญญาวิจัยภายนอก (CTA)
๑๔. การลงนามของสัญญาวิจัย
○ มีผู้รับทุน ผู้ให้ ผู้วิจัย (พยาน) และพยานอีก ๑ คน ครบถ้วน
○ มีผู้รับทุน ผู้ให้ ผู้วิจัย (พยาน) และพยานอีก ๑ คน ไม่ครบถ้วน
๑๕. งบประมาณที่ได้รับ
○ ดำเนินการตามข้อ ๒.๒.๑๔ ของแนวทางการตรวจสอบสัญญาวิจัยภายนอก (CTA)
○ ไม่ได้ดำเนินการตามข้อ ๒.๒.๑๔ ของแนวทางการตรวจสอบสัญญาวิจัยภายนอก (CTA)
๑๖. สัดส่วนและเงินส่วนแบ่ง
○ เป็นไปตามข้อ ๒.๒.๑๕ ของแนวทางการตรวจสอบสัญญาวิจัยภายนอก (CTA)
○ ไม่เป็นไปตามข้อ ๒.๒.๑๕ ของแนวทางการตรวจสอบสัญญาวิจัยภายนอก (CTA)
๑๗. กรณีสัญญา
๑๗.๑ สัญญาเป็นภาษาอังกฤษหรือภาษาอื่น
○ มีการแปลเป็นภาษาไทยโดยผู้เชี่ยวชาญที่มีใบอนุญาตการแปล
○ มีการแปลเป็นภาษาไทยโดยไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญที่มีใบอนุญาตการแปล
แปลโดย .........................................................................................
○ ไม่มีการแปลเป็นภาษาไทย
๑๗.๒ หากสัญญาไม่มีการแปลเป็นภาษาไทย ผู้วิจัยอ่านและเข้าใจในเนื้อหาของสัญญา ใช่หรือไม่
○ ใช่
○ ไม่ใช่

ข้าพเจ้าขอรับรองว่าข้อมูลดังกล่าวข้างต้นเป็นความจริงและถูกต้องตามข้อบังคับมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ว่าด้วยการวิจัย พ.ศ. ๒๕๕๗ และแก้ไขเพิ่มเติม ระเบียบ ประกาศของมหาวิทยาลัยที่เกี่ยวข้อง และแนวทางการตรวจสอบสัญญาวิจัยภายนอก (CTA) ทุกประการ

ลงชื่อ ........................................................
(.......................................................)
วันที่.....................................................
ผู้วิจัย
ลงชื่อ ........................................................
(.......................................................)
วันที่......................................
..............หัวหน้าส่วนงาน.............

แนวทางการตรวจสอบสัญญาวิจัยภายนอก (CTA)

ฝ่ายนิติการ ๑๓ พฤษภาคม ๒๕๖๗[๑]

๑.ลักษณะของสัญญาและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

๑ สัญญาวิจัยเป็นสัญญาจ้างทำของรูปแบบหนึ่ง ข้อผูกพันจึงเป็นไปตามที่ทั้งสองฝ่ายตกลงกัน และตามเงื่อนไขของบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะที่ ๗ จ้างทำของ นอกจากนี้ยังนำหลักเกณฑ์เรื่องนิติกรรมสัญญาหลักทั่วไปมาบังคับใช้

๒ สัญญาวิจัยภายนอกเป็นสัญญา ๒ ฝ่าย คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ให้ทุนซึ่งเป็นแหล่งทุนจากภายนอก อาจเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลสัญชาติไทยหรือต่างประเทศในฐานะผู้ว่าจ้าง ส่วนอีกฝ่ายเป็นมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราชในฐานะผู้รับจ้าง (ผู้วิจัยเป็นเพียงผู้ปฏิบัติงานวิจัยไม่สามารถเข้าเป็นคู่สัญญา[๒]) เนื่องจากข้อบังคับมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ว่าด้วยการวิจัย พ.ศ. ๒๕๕๗ กำหนดให้ทำสัญญาในนามมหาวิทยาลัย ดังนั้นคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล คณะพยาบาลศาสตร์เกื้อการุณย์ หรือส่วนงานอื่นๆ ไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคลทางกฎหมาย จึงไม่อาจทำสัญญาวิจัยในนามส่วนงานได้ หากทำไปจะเป็นการทำโดยไม่มีอำนาจ ผลทางกฎหมาย คือ สัญญาวิจัยไม่ผูกพันมหาวิทยาลัย บุคคลที่ลงนามจะต้องรับผิดผูกพันเป็นการเฉพาะตัวกับผู้ให้ทุน

ดังนั้น ผู้ที่เกี่ยวข้องกับสัญญาวิจัยภายนอกจึง ๓ กลุ่ม มีหน้าที่ตามกฎหมายต่างกัน คือ

(๑) กลุ่มแรก ผู้ให้ทุน สถานะเป็นคู่สัญญา เป็นผู้ให้เงินทุนในการทำวิจัย ให้เงินเพื่อต้องการความสำเร็จในผลการวิจัย ภายใต้เงื่อนไขและระยะเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญา

(๒) กลุ่มที่สอง มหาวิทยาลัยหรือสถาบัน สถานะเป็นคู่สัญญา เป็นผู้รับจ้างทำวิจัย มีหน้าที่ส่งมอบผลงานวิจัยให้เสร็จและถูกต้องตามสัญญา และปฏิบัติตามเงื่อนไขและระยะเวลาในสัญญา

(๓) กลุ่มที่สาม ผู้วิจัยหรือผู้วิจัยหลัก สถานะไม่ใช่คู่สัญญา แต่เป็นผู้ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัยและบริหารสัญญา ทำหน้าที่วิจัยงานที่ตนขอรับทุนมาทำให้สำเร็จลุล่วง โดยต้องปฏิบัติงานวิจัยให้เป็นไปตามเงื่อนไขและระยะเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญา นอกจากนี้ต้องเอาใจใส่ ใช้ความระมัดระวังตามวิสัยและพฤติการณ์ในฐานะผู้ทำวิจัย ไม่ให้เกิดความผิดพลาดและเสียหายแก่มหาวิทยาลัย

[ภาพ: แผนผังคู่สัญญา ฝ่ายที่ ๑ มหาวิทยาลัย และฝ่ายที่ ๒ ผู้ให้ทุน ทำสัญญา CTA ต่อกัน มหาวิทยาลัยมอบให้ผู้วิจัย (ผู้วิจัยไม่ใช่คู่สัญญา) ซึ่งส่งมอบงานให้ผู้ให้ทุน]

[๑] แก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ ๔

[๒] มติคณะกรรมการบริหารงานวิจัย ในการประชุมครั้งที่ ๙/๒๕๖๐ เมื่อวันจันทร์ที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๖๐

๓. ความผูกพันตามสัญญาวิจัย คู่สัญญาทั้ง ๒ ฝ่าย คือ ผู้ให้ทุนและมหาวิทยาลัย มีหน้าที่และความรับผิดต่อกันตามสัญญา เช่น หากในการวิจัยเกิดความความเสียหายเกิดจากความประมาทร้ายแรงของผู้วิจัย ทำการวิจัยไม่ตรงตามเวลาตามสัญญา หรือผู้ทำวิจัยปล่อยปะละเลยละทิ้งงานวิจัย ผู้ให้ทุนมีสิทธิที่จะเรียกร้องตามสัญญาและตามกฎหมายกับมหาวิทยาลัย (จะไม่เรียกร้องกับผู้ทำวิจัยหากไม่ใช่คู่สัญญา) โดยอาจเรียกร้องให้ชดใช้เงินทุนวิจัยที่ได้มอบให้คืนทั้งหมดหรือบางส่วน ขอให้ชดใช้ค่าเสียหาย ดอกเบี้ย รวมไปถึงค่าเสียโอกาสต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้ ซึ่งหากมหาวิทยาลัยได้ชดใช้ค่าเสียเสียหายต่างๆ ให้กับผู้ให้ทุนไปแล้ว ย่อมรับช่วงสิทธิมาไล่เบี้ยผู้วิจัยในฐานะผู้ปฏิบัติงานวิจัยที่จงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงทำให้มหาวิทยาลัยได้รับความเสียหายได้ และผู้วิจัยยังมีความผิดทางจรรยาบรรณและวินัยอีกด้วย

๔. หลักกฎหมายพื้นฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะที่ ๗ จ้างทำของ (หน้าที่และความรับผิดนอกเหนือจากที่ตกลงในสัญญา)

(๑) สัญญาจ้างต้องการผลสำเร็จของงานที่จ้าง ดังนั้นผู้ให้ทุนจึงไม่มีอำนาจบังคับหรือสั่งการให้ทำการวิจัยใดๆ เพียงแต่มหาวิทยาลัยและผู้วิจัยมีหน้าที่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ผูกพันตามสัญญาเท่านั้น

(๒) เครื่องมือต่าง ๆ สำหรับใช้ทำการงานให้สำเร็จนั้น โดยหลักมหาวิทยาลัยเป็นผู้จัดหา เว้นแต่มีการตกลงกันเป็นอย่างอื่น

(๓) อุปกรณ์ สิ่งของ หรือสัมภาระที่ผู้ให้ทุนจัดหามา มหาวิทยาลัยจะต้องใช้อุปกรณ์ สิ่งของ หรือสัมภาระด้วยความระมัดระวัง และประหยัดอย่าให้สิ้นเปลืองเสียเปล่า เมื่อทำการวิจัยสำเร็จแล้วมีอุปกรณ์ สิ่งของ หรือสัมภาระเหลืออยู่ก็ให้คืนแก่ผู้ให้ทุน เว้นแต่มีการตกลงกันเป็นอย่างอื่น

(๔) หากมีความชำรุดบกพร่องหรือความชักช้าในการที่ทำวิจัยนั้นเกิดขึ้นเพราะสภาพแห่งอุปกรณ์ สิ่งของ หรือสัมภาระที่ผู้ให้ทุนจัดหามาหรือเพราะคำสั่งของผู้ให้ทุน มหาวิทยาลัยไม่ต้องรับผิด เว้นแต่จะได้รู้อยู่แล้วว่าสัมภาระนั้นไม่เหมาะหรือว่าคำสั่งนั้นไม่ถูกต้องและมิได้บอกกล่าว

(๕) มหาวิทยาลัยจำต้องยอมให้ผู้ให้ทุนหรือตัวแทนของผู้ว่าจ้างตรวจตราการงานวิจัยได้ตลอดเวลาที่ทำอยู่นั้น เว้นแต่มีการตกลงกันเป็นอย่างอื่น

(๖) ถ้ามหาวิทยาลัยหรือผู้วิจัยไม่เริ่มทำงานวิจัยในเวลาอันควร หรือทำการชักช้าฝ่าฝืนข้อกำหนดในสัญญา หรือทำการชักช้าโดยไม่ใช่ความผิดของผู้ให้ทุน จนอาจคาดหมายล่วงหน้าว่าการทำวิจัยนั้นจะไม่สำเร็จภายในกำหนดเวลาที่ได้ตกลงกันไว้ ผู้ให้ทุนมีสิทธิที่จะเลิกสัญญาเสียได้โดยมิต้องรอคอยให้ถึงกำหนดสัญญา

(๗) ถ้าในระหว่างเวลาที่ทำการวิจัยอยู่นั้นเป็นวิสัยที่คาดหมายล่วงหน้าได้ว่า การที่ทำนั้นจะสำเร็จแต่บกพร่อง หรือจะเป็นไปในทางฝ่าฝืนข้อสัญญาเพราะความผิดของมหาวิทยาลัยหรือผู้วิจัย ผู้ให้ทุนจะบอกกล่าวให้มหาวิทยาลัยหรือผู้วิจัยแก้ไขสิ่งที่บกพร่องให้คืนดี หรือทำการให้เป็นไปตามสัญญาภายในเวลาอันสมควรซึ่งจะกำหนดให้ในคำบอกกล่าว ถ้าเลยกำหนดไปผู้ให้ทุนจะเอาการวิจัยนั้นไปให้บุคคลภายนอกทำการวิจัยแทน หรือทำต่อไปได้ ซึ่งมหาวิทยาลัยหรือผู้วิจัยจะต้องเสี่ยงความเสียหายและออกค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น

(๘) ถ้ามหาวิทยาลัยส่งมอบงานวิจัยที่ทำไม่ทันเวลาที่ได้กำหนดไว้ในสัญญา หรือถ้าไม่ได้กำหนดเวลาไว้ในสัญญาแต่เมื่อล่วงพ้นเวลาอันควรแก่เหตุก็ดี ผู้ให้ทุนมีสิทธิที่จะลดเงินทุนลงหรือถ้าสาระสำคัญแห่งสัญญาอยู่ที่เวลาก็ชอบที่จะเลิกสัญญาได้ แต่ถ้าผู้ให้ทุนยอมรับมอบงานวิจัยที่ทำนั้นแล้วโดยมิได้อิดเอื้อน (ยอมรับมอบโดยดี) มหาวิทยาลัยก็ไม่ต้องรับผิดเพื่อการที่ส่งมอบเนิ่นช้า

(๙) ถ้าผู้ให้ทุนยอมรับมอบงานวิจัยที่ชำรุดบกพร่อง โดยมิได้อิดเอื้อน (ยอมรับมอบโดยดี) โดยแสดงออกชัดหรือโดยปริยาย มหาวิทยาลัยหรือผู้วิจัยไม่ต้องรับผิด เว้นแต่ความชำรุดบกพร่องนั้นเป็นเช่นจะไม่พึงพบได้ในขณะเมื่อรับมอบหรือมหาวิทยาลัยหรือผู้วิจัยได้ปิดบังความนั้น

(๑๐) ถ้ามิได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่นในสัญญา มหาวิทยาลัยหรือผู้วิจัยจะต้องรับผิดเพื่อการที่ทำชำรุดบกพร่องเพียงแต่ที่ปรากฏขึ้นภายในปีหนึ่งนับแต่วันส่งมอบ แต่ข้อจำกัดนี้มิให้ใช้บังคับ เมื่อปรากฏว่ามหาวิทยาลัยหรือผู้วิจัยได้ปิดบังความชำรุดบกพร่องนั้น

(๑๑) ถ้าสาระสำคัญของสัญญาอยู่ที่ความรู้ความสามารถของมหาวิทยาลัยหรือผู้วิจัย ถ้าไม่สามารถทำการวิจัยต่อไปได้ โดยมิใช่เพราะความผิดของมหาวิทยาลัยหรือผู้วิจัย สัญญานั้นย่อมเป็นอันสิ้นลง

(๑๒) มหาวิทยาลัยหรือผู้วิจัยจะเอางานวิจัยที่ทำทั้งหมดหรือแบ่งการแต่บางส่วนไปให้บุคคลภายนอกผู้รับจ้างช่วงทำอีกทอดหนึ่งก็ได้หากสัญญากำหนดว่าให้ทำได้ เว้นแต่สาระสำคัญแห่งสัญญานั้นจะอยู่ที่ความรู้ความสามารถของมหาวิทยาลัยหรือผู้วิจัย แต่มหาวิทยาลัยหรือผู้วิจัยจะต้องรับผิดเพื่อความประพฤติหรือความผิดอย่างใด ๆ ของผู้รับจ้างช่วงด้วย

๕. สัญญาทุนวิจัยภายนอก (CTA) เป็นสัญญาที่ส่วนใหญ่ผู้วิจัยไม่สามารถแก้ไขในเนื้อหาหลัก ซึ่งอาจทำให้มหาวิทยาลัยเสียประโยชน์หรือเสียเปรียบได้ เช่น เงื่อนไขความรับผิด สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา การตีพิมพ์ผลงาน เป็นต้น ซึ่งต่างจากสัญญาทั่วไปที่มหาวิทยาลัยต้องเข้าทำสัญญา เช่น สัญญาจ้าง สัญญาพัสดุ สัญญาเช่า ฯลฯ ซึ่งมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราชเป็นหน่วยงานของรัฐต้องไม่เสียเปรียบหรือเสียประโยชน์ ซึ่งตามกฎหมายแล้วกำหนดให้นิติกรเป็นผู้ตรวจสอบเนื้อหาความถูกต้องข้อเสียเปรียบก่อนลงนาม หากพบว่ามีเงื่อนไขทำให้เสียประโยชน์ต้องดำเนินการแก้ไข หากทำไม่ได้นิติกรอาจขอส่งสัญญาให้พนักงานอัยการพิจารณาเนื้อหาในสัญญาก่อนลงนาม เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับหน่วยงานของรัฐ

ด้วยเหตุที่สัญญาวิจัยภายนอก (CTA) มีลักษณะพิเศษมีเงื่อนไขบางประการที่มหาวิทยาลัยเสียประโยชน์และเป็นเรื่องทางเทคนิคของการวิจัย ดังนั้นข้อบังคับมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ว่าด้วยวิจัย พ.ศ. ๒๕๕๗ จึงไม่ได้กำหนดให้ส่งนิติกรพิจารณาตรวจสอบก่อนลงนาม แต่กำหนดให้การพิจารณาสัญญาวิจัยภายนอก (CTA) ว่ามหาวิทยาลัยสมควรจะเข้าทำสัญญาหรือไม่เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการบริหารงานวิจัย ซึ่งประกอบไปด้วยผู้ทรงคุณวุฒิที่สามารถพิจารณาและตรวจสอบถึงความเหมาะสมในการทำสัญญาวิจัยภายนอก (CTA) ก่อนที่มหาวิทยาลัยจะเข้าทำสัญญา

บางครั้งผู้ให้ทุนเป็นบริษัทต่างประเทศ สัญญาที่ทำนั้นจะเป็นภาษาอังกฤษซึ่งจะมีความยากง่าย ความซับซ้อนและความยาวของเนื้อหาสาระที่แตกต่างกันไป แต่อย่างไรก็ตามสัญญารับทุนวิจัยภายนอกเป็นสัญญาที่มีความยากและซับซ้อนอย่างมาก เนื่องจากมีศัพท์เฉพาะทางในสัญญา เช่น ศัพท์ทางกฎหมายหรือทางการแพทย์ ดังนั้น การตรวจสัญญารับทุนวิจัยภายนอกที่เป็นภาษาอังกฤษจึงมีการให้ผู้เชี่ยวชาญที่มีใบอนุญาตการแปลเป็นผู้แปลสัญญาดังกล่าวเป็นภาษาไทยเพื่อให้เกิดความถูกต้อง อีกทั้ง กรณีมีข้อพิพาทและเข้าสู่กระบวนการของศาล หากไม่มีการแปลสัญญาฉบับดังกล่าว ศาลอาจสั่งให้มีการแปลสัญญาฉบับดังกล่าวเพื่อประกอบในการพิจารณาคดีของศาลต่อไป

๒. การตรวจสอบสัญญาวิจัยภายนอก (CTA)

ผู้ให้ทุนอาจมีรูปแบบสัญญาวิจัยภายนอก (CTA) ที่แตกต่างกันไป ดังนั้นในเบื้องต้นควรให้ผู้ให้ทุนปรับแก้ไขร่างสัญญา (ที่มิใช่เนื้อหาวิจัย) ให้เป็นไปตามแนวทางเดียวกัน เพื่อความสะดวกในการตรวจสอบและง่ายในการบริหารสัญญาในอนาคต ดังนี้

๒.๑ โครงสร้างของสัญญาวิจัยภายนอก (CTA) โดยทั่วไปแบ่งเป็น[๓]

(๒.๑.๑) วันที่ สถานที่ทำสัญญา

*** (๒.๑.๒) คู่สัญญา และผู้วิจัย

(๒.๑.๓) วัตถุประสงค์ของสัญญาวิจัย

[๓] *** เป็นข้อสำคัญให้ระวังอย่างยิ่ง

(๒.๑.๔) นิยาม

*** (๒.๑.๕) หน้าที่ของของคู่สัญญา

(๒.๑.๖) วัสดุหรือสัมภาระในการวิจัย

(๒.๑.๗) การเก็บรักษาความลับและการคุ้มครองข้อมูล

(๒.๑.๘) สิ่งตีพิมพ์ การแถลงข่าว การประกาศสู่สาธารณะ

(๒.๑.๙) สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา

(๒.๑.๑๐) การเลิกสัญญาวิจัย

*** (๒.๑.๑๑) ความรับผิด

*** (๒.๑.๑๒) กฎหมาย/ศาล/อนุญาโตตุลาการ การบังคับใช้

(๒.๑.๑๓) การลงนามของสัญญาวิจัย

*** (๒.๑.๑๔) งบประมาณที่ได้รับ

(๒.๑.๑๕) สัดส่วนและเงินส่วนแบ่ง

๒.๒ แนวทางการตรวจสอบสัญญาวิจัย และปรับแก้ไข

(๒.๒.๑) วันที่ สถานที่ทำสัญญา[๔]

(ก) มีวันที่ทำสัญญา ซึ่งปกติเป็นวันเดียวกับที่ลงนาม

(ข) มีสถานที่ทำสัญญา ควรกำหนดสัญญาทำที่มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช หากจำต้องทำสัญญาที่อื่นให้ทำได้เฉพาะพื้นที่ในกรุงเทพมหานคร

(๒.๒.๒) คู่สัญญา หรือผู้วิจัย

(ก) ผู้รับทุน เป็น “มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช โดย ....................................................... ตามคำสั่งมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ที่ ..................... สถานที่ตั้งเลขที่ ๓ ถนนขาว แขวงวชิรพยาบาล เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ๑๐๓๐๐” โดยระบุชื่อผู้รับมอบอำนาจ และเลขที่คำสั่งมหาวิทยาลัยให้ชัดเจน

ในสัญญาผู้วิจัยเป็นผู้ปฏิบัติงาน จะต้องระบุไว้ในสัญญา โดยตรวจสอบชื่อ สกุล ที่อยู่ ให้ถูกต้องจากบัตรประจำตัวประชาชนของผู้วิจัย

(ข) ผู้ให้ทุน เป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลที่มีสัญชาติไทยหรือต่างประเทศก็ได้ ให้ตรวจสอบความถูกต้องของชื่อ ที่อยู่ ผู้มีอำนาจลงนาม ถูกต้องหรือไม่

- บุคคลธรรมดาเป็นผู้ให้ทุน ให้ตรวจสอบชื่อ สกุล ที่อยู่ ให้ถูกต้องจากบัตรประจำตัวประชาชนผู้ให้ทุน

- นิติบุคคลเป็นผู้ให้ทุน[๕] ให้ตรวจชื่อ ที่อยู่ อำนาจของผู้ลงนามจากหนังสือจัดตั้งนิติบุคคล กรณีผู้ลงนามเป็นผู้รับมอบอำนาจ ต้องมีการมอบอำนาจกันถูกต้องไม่ขาดสาย และคนรับมอบอำนาจมีอำนาจดำเนินการอย่างชัดเจน โดยตรวจจากหนังสือมอบอำนาจ และหนังสือมอบอาจต้องติดอากรแสตมป์ ๓๐ บาท

กรณีบุคคลหรือนิติบุคคลเป็นชาวต่างประเทศ ภูมิลำเนาอยู่ที่ต่างประเทศ ให้มีการรับรองเอกสารโดยกระบวนการโนตารีพับลิก หรือแมยิสเตร็ด[๖] ด้วย

[๔] วันที่เป็นจุดเริ่มต้นของสิทธิ สถานที่เป็นเงื่อนไขของเขตอำนาจศาลในการใช้สิทธิเรียกร้องทางศาล

[๕] นิติบุคคล ได้แก่ สมาคม มูลนิธิ ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด บริษัทมหาชนจำกัด รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน สภาวิชาชีพ องค์การทางศาสนาที่จดทะเบียน เป็นต้น

[๖] ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๔๗

กรณีผู้ให้ทุนเป็นบุคคลหรือนิติบุคคลเป็นชาวต่างประเทศ ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบเพราะหากต้องฟ้องร้อง จะมีปัญหาด้านกระบวนการการบังคับคดีทั้ง ๒ ประเทศ ต้องกระทำทั้งประเทศไทย และต่างประเทศ ซึ่งยุ่งยากและเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมากไม่คุ้มค่า

ตัวอย่าง สัญญาวิจัย (ผู้วิจัยไม่ใช่คู่สัญญา)

สัญญาวิจัย ...............(ชื่อเรื่อง)...........................

ข้อตกลงการทำวิจัยนี้ทำขึ้นเมื่อวันที่ ............(วันที่ลงนาม)..................... ที่มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ระหว่าง

บริษัท ......................................... โดย ....................................................... ตามหนังสือมอบอำนาจ ........................................... สถานที่ตั้ง ....................................................................... ต่อไปในสัญญาเรียกว่า “............” ฝ่ายหนึ่ง กับ

มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช โดย ....................................................... ตามคำสั่งมหาวิทยาลัยที่ ..................... ลงวันที่ .......................... สถานที่ตั้ง เลขที่ ๓ ถนนขาว แขวงวชิรพยาบาล เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ๑๐๓๐๐ ต่อไปในสัญญาเรียกว่า “มหาวิทยาลัย” อีกฝ่ายหนึ่ง โดยมี

นาย ...................................................................... อยู่บ้านเลขที่ ........................................................................ ....................................... เป็นผู้ดำเนินดำเนินการทำวิจัยตามสัญญาฉบับนี้ ต่อไปเรียกว่า “นักวิจัย”

คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายตกลงกันดังต่อไปนี้

(๒.๒.๓) วัตถุประสงค์ของสัญญาวิจัย

(ก) ขอบเขตการทำวิจัย โดยเรื่องที่ทำวิจัยต้องไม่ขัดกับความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน มิฉะนั้นสัญญาจะเป็น “โมฆะ”

(ข) การตรวจสอบขอบเขตของงานอาจระบุไว้ในสัญญาหรือในเอกสารท้ายสัญญาซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญา

กรณีข้อความใดในเอกสารแนบท้ายสัญญาที่ขัดหรือแย้งกับข้อความในสัญญานี้ ให้ใช้ข้อความในสัญญาบังคับ และในกรณีที่เอกสารแนบท้ายสัญญาขัดแย้งกันเอง คู่สัญญาอาจจะต้องมีตกลงกันอีกครั้ง หรืออาจจะกำหนดในสัญญาว่า ผู้ใดคือผู้มีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดในเรื่องดังกล่าว

(๒.๒.๔) คำนิยาม

สัญญาบางฉบับอาจมีคำนิยาม เป็นการจำกัดขอบเขตความหมายของคำที่อ้างอิงในสัญญา

(ก) นิยามต้องเกี่ยวข้องกับเนื้อหาสัญญา

(ข) นิยามที่มีที่ใช้ให้ตัดออกไป

(๒.๒.๕) บทบาทหน้าที่ของของคู่สัญญา

เป็นการกำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบและวิธีการทางวิจัยที่ของคู่สัญญาต้องปฏิบัติตาม

(ก) การเริ่มสัญญา การสิ้นสุดสัญญา วิธีการต่อสัญญา ต้องกำหนดให้ชัดเจน

(ข) ตรวจสอบจำนวนเงินทุนสนับสนุนการวิจัย เหมาะสมคุ้มค่างานที่ทำ และคาดหมายได้ว่าจะไม่ขาดทุนหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียประโยชน์จนเกินควร

(ค) เงินทุนต้องโอนเข้ากองทุนวิจัยเท่านั้น นักวิจัยไม่มีสิทธิรับเงินเอง

(ง) การเปลี่ยนตัวผู้วิจัยหรือเปลี่ยนผู้รับทุน โดยหลักแล้วสัญญาวิจัยมีลักษณะที่ต้องการคุณสมบัติเฉพาะของผู้วิจัยเป็นสาระสำคัญจึงไม่อาจเปลี่ยนตัวได้ แต่อย่างไรก็ตาม หากทั้งสองฝ่ายหากเห็นว่าคุณสมบัติไม่ใช่สาระสำคัญ ก็สามารถตกลงเป็นอย่างอื่น ๆ ได้ตามเจตนาของคู่สัญญา

(จ) การจ้างช่วง การวิจัยสาระสำคัญอยู่ที่ความรู้ความสามารถของมหาวิทยาลัยหรือผู้วิจัยเป็นสำคัญ ดังนั้นโดยสภาพแล้วจึงไม่อาจจ้างช่วงได้ ยกเว้นจะมีการตกลงเป็นอย่างอื่นให้ผู้อื่นทำวิจัยต่อได้ ดังนั้นเพื่อความชัดเจนไม่ให้เกิดปัญหาในการปฏิบัติควรระบุให้ชัดสัญญาว่า “ห้ามมีการจ้างช่วง หรือหากจ้างช่วงต้องได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากผู้ให้ทุน”

(ฉ) ระยะเวลาในการเก็บรักษาเอกสารงานวิจัย ภายหลังการวิจัยสิ้นสุดลงไม่ควรนานเกินไป เนื่องจากเงื่อนไขในสัญญาเอกสารต่าง ๆ เป็นทรัพย์สินของผู้ให้ทุน ดังนั้นเมื่อมหาวิทยาลัยยังคงครอบครองทรัพย์สินจึงยังต้องรับผิดชอบ หากเกิดการสูญหาย เสียหาย ทั้งทางแพ่งและทางอาญากับผู้ให้ทุน ดังนั้นต้องพิจารณาความเหมาะสมและคุ้มค่าประกอบด้วย

(ช) การเข้าตรวจดูการทำวิจัยของผู้ให้ทุน ควรกำหนดให้ “เข้าตรวจสอบได้ในเวลาราชการ ต้องแจ้งมหาวิทยาลัยล่วงหน้าไม่น้อยกว่า ๗ วัน และได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัย”

(๒.๒.๖) วัสดุ อุปกรณ์หรือสัมภาระในการวิจัย

(ก) วัสดุ อุปกรณ์หรือสัมภาระของมหาวิทยาลัยที่นำมาใช้ในการวิจัยมีอะไรบ้าง เหมาะสมหรือไม่

(ข) วัสดุ อุปกรณ์หรือสัมภาระในการทำวิจัยผู้ใดจัดหาให้ หากผู้รับทุนจัดหาต้องหาในสภาพที่ดีและเหมาะสมกับการใช้งานวิจัยนั้น ๆ

(ค) วัสดุ อุปกรณ์หรือสัมภาระเมื่อสิ้นสุดสัญญา กรรมสิทธิ์จะตกเป็นของผู้ใด หรือต้องคืน และคืนในสภาพอย่างไร

(๒.๒.๗) การเก็บรักษาความลับและการคุ้มครองข้อมูล

(ก) ข้อมูลที่ได้จากผู้ป่วยจะต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลก่อน และความยินยอมควรทำเป็นหนังสือ โดยกำหนดว่า “ให้ข้อมูลส่วนบุคคลในการทำวิจัย เรื่อง ....”

(ข) ข้อมูลผู้ป่วยสำหรับการวิจัย เป็นการยินยอมของผู้ป่วยที่ให้ข้อมูลส่วนบุคคลกับบุคคลที่เป็นคู่สัญญา หากมีการเปลี่ยนตัวคู่สัญญาก็จะต้องได้รับความยินยอมจากผู้ป่วยอีกครั้ง

(ค) ต้องกำหนดขอบเขตความลับที่ห้ามเปิดเผยไว้ให้ชัดเจน ว่าหมายความถึงอะไรบ้าง เพื่อป้องกันการเปิดเผยความลับโดยไม่ตั้งใจ เว้นแต่เป็นการเปิดเผยโดยกฎหมาย และความลับที่ห้ามต้องมีระยะเวลาปกปิดจำกัดเป็นเวลา ... ปี (ไม่นานเกินไป เช่น ๗ ปี) จะปกปิดตลอดไปไม่ได้

(๒.๒.๘) สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา

(ก) ทรัพย์สินทางปัญญาทุกชนิดที่เกิดขึ้นจากการทำวิจัยให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ใด เป็นของผู้ให้ทุนหรือของทั้งสองฝ่ายร่วมกัน ซึ่งตามกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาทุกชนิดที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติงาน องค์ความรู้ การทำวิจัย เป็นของมหาวิทยาลัย[๗] แต่ในกรณีโครงการวิจัยที่ผู้ให้ทุนมีเงื่อนไขกำหนดให้ผู้ได้กรรมสิทธิ์แตกต่างไปเป็นอย่างอื่น ให้เสนอคณะกรรมการบริหารงานวิจัยเป็นผู้พิจารณาอนุมัติ[๘]

[๗] ข้อ ๔ ของประกาศมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช เรื่องการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาของมหาวิทยาลัย พ.ศ.๒๕๖๐

[๘] ข้อ ๖ ของข้อบังคับมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ว่าด้วยการวิจัย พ.ศ.๒๕๕๗

(ข) การโอนสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา ผู้วิจัยคือผู้สร้างสรรค์หรือผู้ประดิษฐ์ ต้องระบุให้ว่าผู้วิจัยมีหน้าที่โอนสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาดังกล่าวให้กับผู้มีสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา รวมถึงให้ความร่วมมือใด ๆ ในการโอนสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา

(๒.๒.๙) สิ่งตีพิมพ์ การแถลงข่าว การประกาศสู่สาธารณะ

การเปิดเผยข้อมูลสิ่งตีพิมพ์ การแถลงข่าว การประกาศสู่สาธารณะ ไม่ว่าจะกระทำโดยจงใจหรือเผลอ เป็นเงื่อนไขหนึ่งที่ทำให้ไม่อาจขึ้นทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาได้ โดยเฉพาะสิทธิบัตรและความลับทางการค้า ซึ่งอาจเกิดความเสียหายทางธุรกิจของผู้ให้ทุน ซึ่งเป็นการผิดสัญญาและเป็นการละเมิดต่อผู้ให้ทุน

ดังนั้นควรมีเงื่อนไขว่า “การเปิดเผยข้อมูลแก่บุคคลภายนอก ต้องได้รับอนุญาตจากผู้ให้ทุนเป็นลายลักษณ์อักษร” ให้ชัดเจน

(๒.๒.๑๐) การเลิกสัญญาวิจัย

(ก) การบอกเลิกสัญญา สัญญาส่วนใหญ่ให้ผู้ให้ทุนเลิกสัญญาได้แต่ฝ่ายเดียวซึ่งเป็นการเอาเปรียบอีกฝ่าย ควรกำหนดให้ทั้งสองฝ่ายต่างมีสิทธิที่จะบอกเลิกสัญญา

(ข) การเลิกสัญญาวิจัยก่อนครบกำหนดคู่สัญญาแต่ละฝ่ายอาจเกิดความเสียหายได้ ข้อสัญญาควรอยู่บนพื้นฐานความเท่าเทียมกัน โดยหากเลิกสัญญาโดยมิใช่ความผิดของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ผู้ให้ทุนต้องจ่ายค่างานที่ได้ทำไปแก่ผู้รับทุนตามจำนวนงานที่ได้ทำไปก่อนบอกเลิกสัญญา หากผู้รับทุนได้รับเงินค่างานเกินไปจะคืนตามส่วนที่ได้ทำงานไปก่อนเลิกสัญญาให้กับผู้ให้ทุน

(๒.๒.๑๑) ความรับผิด

(ก) เนื้อหาความรับผิดของทั้งสองฝ่ายต้องอยู่ในความเป็นธรรมและเสมอภาค ตลอดรวมไปถึงเงื่อนไขความรับผิดชอบหากเกิดความเสียหายต่อบุคคลที่ ๓ (บุคคลภายนอก)

(ข) ให้ตัดเงื่อนไข ผู้ให้ทุนไม่ต้องรับผิดไม่ว่ากรณีใด ๆ หรือจำกัดความรับผิดเกินสมควร

(ค) ผู้ให้ทุนต้องรับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดขึ้นจากยาหรือเวชภัณฑ์ รวมถึงองค์ประกอบอื่น ๆ แม้สัญญาวิจัยสิ้นสุดไปแล้วโดยไม่มีเงื่อนไข[๙]

(ง) ต้องกำหนดให้มีการทำประกันภัยในวงเงินที่มากพอ ครอบคลุมคู่สัญญาและบุคคลที่ ๓ จากการทำวิจัย และหากเป็นการวิจัยยาหรือเวชภัณฑ์อาจต้องมีประกันภัยความเสียหายภายหลังจากสัญญาวิจัยสิ้นสุดไปแล้ว ๓-๕ ปี (ประกันภัยเป็นการลดความเสี่ยงที่มหาวิทยาลัยจะเสียประโยชน์)

(จ) สัญญาอาจเลิกกัน ผู้ให้ทุนยังคงต้องรับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดขึ้นจาก ยาหรือเวชภัณฑ์ต่อไป

(๒.๒.๑๒) กฎหมาย/ศาล/อนุญาโตตุลาการ การบังคับใช้[๑๐]

(ก) ให้ระบุว่า มีเมื่อข้อขัดแย้งหรือกฎหมายที่ใช้บังคับ ให้ใช้กฎหมายไทยและศาลไทยเท่านั้น

(ข) ตัดเงื่อนไข เมื่อมีข้อขัดแย้งให้อนุญาโตตุลาการก่อนจึงเสนอต่อศาล เพราะค่าใช้จ่ายสูงมาก

(ค) ตัดเงื่อนไข ให้ใช้กฎหมายต่างประเทศในการพิจารณาคดีในชั้นศาล เพราะบังคับไม่ได้

(ง) ตัดเงื่อนไข ให้เสนอคดีต่อศาลต่างประเทศ เพราะบังคับไม่ได้

(จ) ตัดเงื่อนไข ให้ฟ้องต่อศาลใดศาลหนึ่งโดยเฉพาะ เพราะบังคับไม่ได้

[๙] คำพิพากษาศาลสูงเยอรมัน กรณียานอนหลับ Contergan หรือ Thalidomide หญิงมีครรภ์กินไป ทารกที่คลอดออกมาปรากฏว่าพิการ ศาลพิพากษาให้บริษัทผลิตยาต้องรับผิดชอบในการกระทำจากการใช้ยา (ทฤษฏีมูลเหตุที่เหมาะสม)

[๑๐] เงื่อนไข ๑๒.๒ -๑๒.๔ จะมีผลให้สัญญา CTA เป็นโมฆะเฉพาะเรื่องนั้นๆ

(๒.๒.๑๓) การลงนามของสัญญาวิจัย

คนที่ลงชื่อคือบุคคลตามข้อ (๒) คู่สัญญา และผู้วิจัย/ผู้วิจัยหลัก และพยานรู้เห็นขณะทำสัญญาอีก ๑ คน ซึ่งพยานอีก ๑ คนนั้น จะมาจากฝ่ายผู้ให้ทุนหรือฝ่ายผู้รับทุน (มหาวิทยาลัย) ก็ได้ โดยในสัญญาเฉพาะมหาวิทยาลัยเป็นคู่สัญญา หรือผู้วิจัยร่วมกับมหาวิทยาลัยเป็นคู่สัญญาได้

ตัวอย่าง (มหาวิทยาลัยเท่านั้น ผู้วิจัยไม่ใช่คู่สัญญา)

คู่สัญญาต่างเข้าใจเนื้อหาสัญญาจึงได้ลงนามดังนี้

บริษัท ...................................................................
โดย ........................................................................
ตำแหน่ง ..............................................................
ลงชื่อ ...................................................................
มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช
โดย ......................................................................
ตำแหน่ง ..............................................................
ลงชื่อ ...................................................................
รับทราบข้อตกลงตามสัญญา ในฐานะผู้วิจัย/พยาน
ชื่อ........................................................................
ตำแหน่ง ..............................................................
ลงชื่อ ...................................................................
พยาน
ชื่อ........................................................................
ตำแหน่ง ..............................................................
ลงชื่อ ...................................................................

(๒.๒.๑๔) งบประมาณที่ได้รับ

เงื่อนไขในโครงการเงินทุนวิจัยทั้งหมดที่รับจากผู้ให้ทุนนั้น จะต้องนำเข้าบัญชี “กองทุนวิจัยมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช” ผู้ให้ทุนจะโอนเงินวิจัยให้กับผู้วิจัยโดยตรงไม่ได้[๑๑]

หลังจากที่ผู้ให้ทุนโอนเงินทุนวิจัยมาให้มหาวิทยาลัยแล้ว มหาวิทยาลัยจะโอนเงินทุนวิจัยหลังจากหักค่าธรรมเนียมแล้วให้กับผู้วิจัยเพื่อไปดำเนินการต่อไป

(๒.๒.๑๕) สัดส่วนและเงินส่วนแบ่ง

ในโครงการวิจัยภายนอกมหาวิทยาลัยกำหนดให้จัดสรรค่าธรรมเนียมดังนี้

มหาวิทยาลัยจะจัดเก็บค่าธรรมเนียมในอัตราร้อยละ ๒๐ ของงบประมาณโครงการวิจัยทั้งหมด โดยจะจัดสรรเงินดังกล่าวให้มหาวิทยาลัยในอัตราร้อยละ ๕ และให้ส่วนงานในอัตราร้อยละ ๑๕

ในกรณีแหล่งทุนภายนอกมีเงื่อนไขเป็นอย่างอื่นทำให้ไม่สามารถจัดสรรค่าธรรมเนียมข้างต้นได้ ให้เสนอคณะกรรมการบริหารงานวิจัยเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบ[๑๒]

[๑๑] ข้อ ๗ ของประกาศมหาวิทยลัยนวมินทราธิราช เรื่อง หลักเกณฑ์วิธีการรับงานวิจัย สัดส่วนของเงินส่วนแบ่ง อัตราส่วนค่าธรรมเนียมของมหาวิทยาลัย การรับเงิน การจ่ายเงิน จากทุนวิจัยภายนอก พ.ศ.๒๕๕๙

[๑๒] ข้อ ๖ ของประกาศมหาวิทยลัยนวมินทราธิราช เรื่อง หลักเกณฑ์วิธีการรับงานวิจัย สัดส่วนของเงินส่วนแบ่ง อัตราส่วนค่าธรรมเนียมของมหาวิทยาลัย การรับเงิน การจ่ายเงิน จากทุนวิจัยภายนอก พ.ศ.๒๕๕๙

Sign in to highlight and take private notes

Published on 1 October 2024

Chair of the University Council

Document details

Document number
LR-0318
Responsible office
Office of Academic Affairs, Navamindradhiraj University
Approved by
Chair of the University Council
Year approved by the Council
File size
413 KB
Document type
อื่นๆ
Document category
Research

Revision history

  1. Current version

    v.1.0.0 (1 Oct 2024)

    นำเข้าจากคลังเอกสารเดิม